<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" version="2.0"><channel><title>ร่างพระราชบัญญัติที่เปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ</title><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_more_news.php</link><atom:link href="http://rss.144-124-237-35.sslip.io/parliament/section77" rel="self" type="application/rss+xml"></atom:link><description>ร่างพระราชบัญญัติที่เปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ - Powered by AtomRSS</description><generator>AtomRSS</generator><webMaster>contact@atomgroup.dev (AtomRSS)</webMaster><language>th-th</language><lastBuildDate>Sat, 08 Aug 2026 10:26:36 GMT</lastBuildDate><ttl>5</ttl><item><title>ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์...</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้รายได้ทั้งหมดจากการขายคาร์บอนเครดิตตามแผนการดำเนินกิจกรรมจัดการป่าชุมชนที่เป็นการเพิ่มพูนการลด ดูดซับ หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของป่าชุมชนแต่ละแห่งที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัด ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนนำไปจัดสรรให้แก่สมาชิกป่าชุมชนซึ่งลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละรายตามข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนแต่ละแห่ง เพื่อให้สมาชิกป่าชุมชนซึ่งร่วมกับรัฐ ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนนั้นได้ด้วยนอกเหนือไปจากประโยชน์ในการเก็บหาของป่า การใช้ประโยชน์จากไม้ในป่าชุมชน และการท่องเทียวเชิงอนุรักษ์ อันจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาป่าชุมชนให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่สมาชิกป่าชุมนเพิ่มเติม และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสิทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิตตามแผนการดำเนินกิจกรรมจัดการป่าชุมชน (เพิ่มมาตรา 56/1) ดังต่อไปนี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. กำหนดให้ในกรณีที่ป่าชุมชนใดประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่เป็นการเพิ่มพูนการลด ดูดซับ หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนนั้นจัดให้มีการลงทะเบียนสมาชิกป่าชุมชนซึ่งจะร่วมดำเนินกิจกรรมดังกล่าว และให้จัดทำและเสนอแผนการดำเนินกิจกรรมป่าชุมชนที่เป็นการเพิ่มพูนการลด ดูดซับ หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ต่อคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประจำจังหวัดพิจารณาอนุมัติ ในการนี้ ให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเพื่อจัดทำแผนการดำเนินกิจกรรมตามวรรคหนึ่ง และแผนดังกล่าวต้องกำหนดหน้าที่สมาชิกป่าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละรายให้ชัดเจน (ร่างมาตรา 3)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการณ์ตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;br&gt;
&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=613</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=613</guid><pubDate>Thu, 06 Aug 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เข้าใหม่</category><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่...</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ร่างพระราชบัญญัตินี้มีหลักการเพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย และมีเหตุผลอันเป็นเจตนารมณ์ในการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติคือ ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับจำกัดสิทธิและเสรีภาพบุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพตามกฎหมายนั้น ๆ ไว้ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถโดยไม่จำเป็น ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 ที่กำหนดให้รัฐต้องยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือประกอบอาชีพไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และมาตรา 26 ที่กำหนดว่า การตรากฎหมายที่มีผลจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย เพื่อให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายสามารถดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพตามกฎหมายดังกล่าวได้ เพื่อรักษาทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถให้ปฏิบัติงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติโดยรวม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้&lt;br&gt;
1. กำหนดบทนิยามของคำว่า “บุคคลล้มละลายทุจริต” “บุคคลล้มละลาย” “ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง” และ “หน่วยงานของรัฐ”&lt;br&gt;
2. กำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมความในกฎหมาย จำนวน 67 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติ&lt;br&gt;
3. กำหนดให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายหรือบุคคลล้มละลายทุจริต มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งทราบ&lt;br&gt;
4. กำหนดให้บุคคลล้มละลายทุจริตที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามทันที โดยถือเป็นข้อยกเว้นของพระราชบัญญัตินี้&lt;br&gt;
5. กำหนดให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่เดิมได้จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น หากการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารของตำแหน่งงาน หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่บุคคลนั้นดำรงอยู่&lt;br&gt;
6. กำหนดให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ต้องมีการการยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือตำแหน่งที่มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวข้องกับการเงิน ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งย้ายให้บุคคลนั้นไปดำรงตำแหน่งในตำแหน่งอื่นที่เหมาะสม&amp;nbsp;&lt;br&gt;
เมื่อศาลมีคำสั่งถอนการพิทักษ์ทรัพย์หรือปลดบุคคลนั้นจากล้มละลาย หรือยกเลิกการล้มละลายแล้ว&lt;br&gt;
จึงให้บุคคลนั้นกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเดิมได้&lt;br&gt;
7. กำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎหมายตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ดำเนินการทบทวนกฎหมายในความรับผิดชอบที่มีบทบัญญัติอันเป็นการจำกัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย และให้เสนอผลการทบทวน พร้อมทั้งร่างกฎหมายในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ&amp;nbsp;&lt;br&gt;
8. กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎ ระเบียบ หรือประกาศ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติตามบัญชีท้าพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ&lt;br&gt;
9. กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=612</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=612</guid><pubDate>Sun, 26 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายเอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>ไม่เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. ....</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. .... มีหลักการเพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยข้าวและชาวนาแห่งชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายปรับปรุง และมีเหตุผลความว่า โดยที่ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งเกษตรกรชาวนายังเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน ทว่าในปัจจุบันสภาวการณ์การผลิตและการค้าข้าวเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ทั้งจากวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีในเวทีการค้าโลกและข้อจำกัดจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของเกษตรกรชาวนาไทย ประกอบกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการค้าข้าวในปัจจุบันมีความล้าสมัย มุ่งเน้นแนวคิดการควบคุมและการกำหนดโทษทางอาญาจนเกินความจำเป็น ส่งผลขัดขวางการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ตลอดจนสร้างต้นทุนทางธุรกรรมแฝงที่ซ้ำเติมเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากลเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวนาอย่างยั่งยืน สมควรปรับเปลี่ยนกลไกทางกฎหมายจากการกำกับควบคุมโดยภาครัฐ ไปสู่การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจเชิงบวกอย่างบูรณาการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือข้าวคาร์บอนต่ำเพื่อรองรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน การจัดตั้งกองทุนข้าวและชาวนาเพื่อจัดสวัสดิการและระบบบำนาญสำหรับชาวนาสูงวัย การส่งเสริมเสรีภาพในการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์ข้าวเปลือกชุมชนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรสำหรับการเพาะปลูกข้าวลักษณะพิเศษ ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเสรี เพื่อสร้างความสมดุล ความมั่นคง และศักดิ์ศรีให้แก่ชาวนาไทย&lt;br&gt;
ในวิถีเกษตรกรรมสมัยใหม่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การกำหนดบทนิยาม “ข้าว” “ข้าวคาร์บอนต่ำ” “ชาวนา” “เมล็ดพันธุ์ข้าว” “ผู้ประกอบการค้าข้าว” “คณะกรรมการ” “กองทุน” “พนักงานเจ้าหน้าที่” และ “รัฐมนตรี” (ร่างมาตรา 4)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. ปฏิรูปคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวและชาวนาแห่งชาติ โดยเพิ่มสัดส่วนตัวแทนเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม (ร่างมาตรา 6)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. ขยายสิทธิการขึ้นทะเบียนชาวนาให้ครอบคลุมผู้ที่ทำนาในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิแต่ใช้ประโยชน์จริง (ร่างมาตรา 12)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4. กำหนดสิทธิประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ชาวนาซึ่งขึ้นทะเบียน เช่น เงินอุดหนุนการทำนา การลดโลกร้อน และสิทธิในคาร์บอนเครดิต (ร่างมาตรา 13)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5. ปลดล็อกเสรีภาพในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน (ร่างมาตรา 14)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6. ส่งเสริมการใช้ระบบดิจิทัลในธุรกรรมการค้าข้าวและตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร การปลูกข้าวและเกษตรกรรมยั่งยืน (ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 17)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7. จัดตั้งกองทุนข้าวและชาวนาเพื่อเป็นแหล่งงบประมาณสำหรับระบบบำนาญชาวนาและสวัสดิการเกษตรกรสูงวัย (ร่างมาตรา 18 ถึง ร่างมาตรา 20)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8. เปลี่ยนแปลงรูปแบบบทกำหนดโทษจากโทษอาญาเป็นโทษปรับพินัยเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน (ร่างมาตรา 22 ถึง ร่างมาตรา 24)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=611</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=611</guid><pubDate>Sat, 18 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาไทย พ.ศ. ....</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยที่การพัฒนาภาคการผลิตข้าวและการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิต ความผันผวนของราคา การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี แหล่งเงินทุน และระบบบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการขาดกลไกบูรณาการข้อมูลและการกำหนดนโยบายด้านข้าวที่มีเอกภาพ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงในอาชีพของชาวนา สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยข้าวและชาวนาไทย เพื่อจัดให้มีกลไกในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ส่งเสริมการรวมกลุ่มของชาวนา การพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านข้าว การประกันภัยข้าว การจัดทำฐานข้อมูลข้าวและชาวนา การส่งเสริมการผลิตข้าวที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ตลอดจนจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าวและชาวนา เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการพัฒนาชาวนาและภาคการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวนา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งมีสาระสำคัญในประเด็นดังต่อไปนี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. กำหนดบทนิยาม วัตถุประสงค์ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อกำหนดความหมายของคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้าว ชาวนา องค์กรชาวนา การตลาดข้าว และหน่วยงานตามกฎหมาย รวมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การแปรรูป การตลาดข้าว การอนุรักษ์และพัฒนา พันธุ์ข้าว การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอาชีพของชาวนา (มาตรา 1 - มาตรา 5)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าวและชาวนาไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ และมีผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนองค์กรชาวนา ผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับข้าว และผู้ทรงคุณวุฒิร่วม เป็นกรรมการ เพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ตลอดจนกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้าวและชาวนา รวมทั้งสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานได้ (มาตรา 6 - มาตรา 14)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าวและชาวนา เพื่อเป็นกลไก สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงในอาชีพของชาวนา ส่งเสริมการผลิต การแปรรูป การตลาด การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านข้าว รวมทั้งช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับผลกระทบ จากภัยธรรมชาติหรือภาวะวิกฤต โดยกำหนดแหล่งที่มาของเงินกองทุน การบริหารจัดการ และการตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกองทุนอย่างโปร่งใส (มาตรา 15 - มาตรา 21)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4. กำหนดมาตรการส่งเสริมการประกันภัยข้าว เพื่อคุ้มครองชาวนาจากความเสียหาย อันเกิดจากภัยธรรมชาติ โรค ศัตรูพืช หรือเหตุอื่นที่กระทบต่อการผลิตข้าว รวมทั้งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ สามารถบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นเพื่อใช้ในการบริหารความเสี่ยง การประเมินความเสียหาย และการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวนาได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 22 - มาตรา 24)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5. กำหนดสิทธิ สวัสดิการ และมาตรการคุ้มครองชาวนา โดยให้ชาวนาที่ขึ้นทะเบียนมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และความช่วยเหลือตามกฎหมาย มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ รวมทั้งได้รับการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การประกันภัย การรวมกลุ่ม และการช่วยเหลือเมื่อได้รับผลกระทบจากภัยหรือเหตุที่กระทบต่อการผลิตข้าว (มาตรา 25 - มาตรา 29)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6. กำหนดหน้าที่ของโรงสีข้าว ท่าข้าว และผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับข้าวในการจัดทำ และรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อ การเก็บรักษา การแปรรูป การจำหน่าย และข้อมูลอื่นที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการข้าวของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ชาวนา องค์กรชาวนา สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบธุรกิจข้าว เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดข้าวอย่างยั่งยืน (มาตรา 30 - มาตรา 31)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7. กำหนดกลไกการติดตาม เฝ้าระวัง และวิเคราะห์สถานการณ์การนำเข้าและส่งออกข้าว รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชาวนา อุตสาหกรรมข้าว และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เพื่อให้คณะกรรมการสามารถเสนอแนะมาตรการที่เหมาะสมต่อคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ (มาตรา 32 - มาตรา 34)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8. กำหนดให้มีการติดตาม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลด้านราคา ต้นทุนการผลิต การตลาด และการค้าข้าวทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของชาวนา ผู้ประกอบธุรกิจ และภาครัฐ รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ด้านราคาข้าว ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร (มาตรา 35 - มาตรา 37)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9. กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีข้าวจากการจำหน่ายหรือการนำเข้าข้าวบางประเภท เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวคุณภาพพิเศษ หรือข้าวที่มีมูลค่าเพิ่ม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยให้กรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บและนำส่งเป็นรายได้ของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าวและชาวนา (มาตรา 38 - มาตรา 44)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10. กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการข้าวและชาวนาไทย สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ การบริหารกองทุน การจัดทำฐานข้อมูล การจัดทำแผนงานและโครงการ ตลอดจนการประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ (มาตรา 45 - มาตรา 48)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11. กำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเรียกข้อมูล เอกสารหรือคำชี้แจง จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง การเข้าตรวจสอบสถานประกอบการหรือระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจข้าว และการเก็บ ตัวอย่างข้าวหรือผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อการตรวจสอบ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 49 - มาตรา 50)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12. กำหนดให้มีการจัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลข้าวและชาวนา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการข้าว และการติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาด โดยให้ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 51 - มาตรา 52)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13. กำหนดมาตรการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว โดยให้มีการจัดทำข้อมูลเขต ศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศ และส่งเสริมชาวนาที่ปลูกข้าวตามแนวทางหรือเขตศักยภาพดังกล่าว รวมทั้ง ผู้ใช้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองหรือพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ได้รับการส่งเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และความยั่งยืนทางการเกษตร (มาตรา 53 - มาตรา 54)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;14. กำหนดความรับผิดทางพินัยสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของพนักงาน เจ้าหน้าที่ ไม่ส่งข้อมูล หรือส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมทั้งกำหนดความรับผิดทางพินัยของผู้บริหารหรือ ผู้รับผิดชอบของนิติบุคคลในกรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว (มาตรา 55 - มาตรา 56)&amp;nbsp;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;15. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการจัดตั้งและการเริ่มดำเนินงานของคณะกรรมการ สำนักงาน และกลไกตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาในการออกกฎกระทรวง การจัดทำเขต ศักยภาพการผลิตข้าว และการดำเนินการด้านโครงสร้าง อัตรากำลัง และงบประมาณที่จำเป็น (มาตรา 57 - มาตรา 60)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=610</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=610</guid><pubDate>Sat, 18 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>ไม่เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ.....</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มาตรา 16 กำหนดให้รายได้ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินหลายประเภท แต่ยังมิได้กำหนดให้มีการจัดสรรเงินค่าปรับจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ในขณะที่อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมากในการให้บริการแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อันเป็นเหตุให้เกิดผลขาดทุนในการดำเนินงานของสถาบัน จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 เพื่อกำหนดให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติมีสิทธิได้รับจัดสรรเงินค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการที่สำคัญโดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 โดยเพิ่มรายได้ของสถาบันซึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก&lt;br&gt;
&lt;br&gt;
&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=609</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=609</guid><pubDate>Sat, 18 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>ไม่เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มาตรา 16 กำหนดให้รายได้ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินหลายประเภท แต่ยังมิได้กำหนดให้มีการจัดสรรเงินค่าปรับจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ในขณะที่อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมากในการให้บริการแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อันเป็นเหตุให้เกิดผลขาดทุนในการดำเนินงานของสถาบัน จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 เพื่อกำหนดให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติมีสิทธิได้รับจัดสรรเงินค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการที่สำคัญโดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 โดยเพิ่มรายได้ของสถาบันซึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=608</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=608</guid><pubDate>Sat, 18 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>ไม่เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เพื่อกำหนด หลักเกณฑ์และมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม จากการบังคับใช้ในปัจจุบันพบปัญหาหลายประการ กล่าวคือ การยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้สำหรับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ ยังไม่ครอบคลุมกรณีที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ยังไม่มีบทนิยาม ที่ชัดเจนของคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” อันอาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายในการตีความ และหลักเกณฑ์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล General Data Protection Regulation (GDPR) ที่ใช้ระบบฐานการประมวลผลหลายรูปแบบ (multiple lawful bases) ทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐและเอกชนเกิดความไม่ยืดหยุ่นและไม่เอื้อต่อการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีความครอบคลุม ชัดเจน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงเพื่อสร้างกลไกที่เอื้อต่อการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐโดยไม่กระทบ ต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยกเว้นไม่ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้กับการดำเนินการบางกรณีของหน่วยงานของรัฐ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4 (2))&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) เพิ่มบทนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6)&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(3) กำหนดหลักเกณฑ์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 24)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=607</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=607</guid><pubDate>Wed, 15 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>ไม่เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. ....</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ยังมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดให้ควบคุมการประกอบกิจการโรงงานขนาดเล็กที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ กำหนดให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับโรงงานและผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือร่วมตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงาน กำหนดอายุใบอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงาน กำหนดให้โรงงานต้องดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม กำหนดให้โรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมต้องทำประกันภัย กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอ การยกเลิก และการเพิกถอนเขตประกอบการอุตสาหกรรม และกำหนดระยะเวลาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบโรงงานและเครื่องจักร กำหนดเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งของโรงงาน รวมทั้งเพิ่มเติมและปรับปรุงบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมและให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมดูแลการประกอบกิจการโรงงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อคุ้มครองประชาชนหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการประกอบกิจการโรงงาน และเพื่อป้องปรามมิให้มีการกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=606</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=606</guid><pubDate>Wed, 15 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>ไม่เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ได้รับบำเหน็จราย...</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ร่างพระราชบัญญัตินี้มีหลักการให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือน และผู้ได้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลแก่กลุ่มบุคคลที่เป็นบุคลากรภาครัฐ มิได้บังคับใช้ไปถึงผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือนและผู้ได้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้างด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้กลุ่มบุคคลข้างต้นซึ่งใช้แรงงาน ฝีมือ ความชำนาญเป็นพิเศษและประสบการณ์เสริมการปฏิบัติงานหรือสนับสนุนการทำงานของภาครัฐมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้ลูกจ้างประจำซึ่งออกจากงานและได้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ยังคงได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (สิทธิเบิกจ่ายตรง กรมบัญชีกลาง) เทียบเท่าข้าราชการ ลูกจ้างประจำที่ปฏิบัติงาน และผู้รับบำนาญ ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 &amp;nbsp;แต่ทั้งนี้ กำหนดให้สิทธิการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิเฉพาะตัว โดยไม่ครอบคลุมไปถึงบุคคลในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=605</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=605</guid><pubDate>Mon, 13 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายวิชาญ ชัยชมภู กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 12,120 คน</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยประชาชน</category><category>เป็นร่างการเงิน</category></item><item><title>ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ยกเลิกการกั...</title><description>&lt;h5&gt;&lt;b&gt;ข้อมูลประกอบการพิจารณา&lt;/b&gt;&lt;/h5&gt;
                &lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยที่โทษกักขังเป็นโทษที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ขณะที่โทษปรับเป็นโทษที่บังคับเอากับทรัพย์สินของบุคคล การจำกัดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวจึงไม่อาจทดแทนกันได้ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดให้มีการกักขังแทนค่าปรับได้จึงไม่สอดคล้องกับหลักการจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคล อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดให้ศาลมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับเพื่อใช้ค่าปรับแล้ว ทั้งยังมีมาตรการให้ผู้ต้องโทษปรับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่มีเงินพอชำระค่าปรับ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ด้วยแล้ว เว้นแต่กรณีบุคคลธรรมดากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือกระทำความผิดอื่น&lt;br&gt;
ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณะอย่างร้ายแรง สมควรยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและหลักการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ จึงเสนอแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการกักขังแทนค่าปรับ (ร่างมาตรา 3 และร่างมาตรา 4)&lt;br&gt;
2. กำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่มีเงินชำระค่าปรับ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือความผิดที่มีผลกระทบต่อสาธารณะอย่างร้ายแรง ไม่สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อขอทำงานบริการสังคมและทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ (ร่างมาตรา 5)&lt;br&gt;
3. ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดชั่วโมงและระยะเวลาที่ถือเป็นการทำงานหนึ่งวัน สำหรับงานบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์แต่ละประเภทตามที่เห็นสมควร (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 7)&lt;br&gt;
4. แก้ไขเพิ่มเติมกรณีที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งอนุญาตตามมาตรา 30/1 ไม่รวมถึงการกักขังแทนค่าปรับ เพื่อให้สอดคล้องกับการยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับ (ร่างมาตรา 8)&lt;br&gt;
5. กำหนดให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ถ้ามิได้ทำภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดจะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ไม่ได้ (ร่างมาตรา 9)&lt;br&gt;
6. กำหนดให้ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมที่ออกตามความในมาตรา 30/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมตามความในมาตรา 30/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ (ร่างมาตรา 10)&lt;br&gt;
7. กำหนดให้ศาลไต่สวนผู้ต้องโทษปรับและถูกกักขังแทนค่าปรับตามมาตรา 29 อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ว่าจะให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับ หรือจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทำงานบริ การสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ แล้วให้ศาลเปลี่ยนโทษตามคำพิพากษาให้เป็นไปตามผลการไต่สวนนั้น โดยไม่นำมาตรา 99 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาใช้บังคับกับยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับ (ร่างมาตรา 11)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตารางเปรียบเทียบร่างแก้ไขเพิ่มเติม ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ&lt;/strong&gt;&lt;br&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
            </description><link>https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=604</link><guid isPermaLink="false">https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=604</guid><pubDate>Thu, 09 Jul 2026 17:00:00 GMT</pubDate><author>นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ</author><category>เปิดรับฟังความคิดเห็น</category><category>เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</category><category>ไม่เป็นร่างการเงิน</category></item></channel></rss>